ครั้งที่9
บันทึกอนุทินครั้งที่9
วันพฤหัสบดีที่4ตุลาคม2561
เวลาเรียน 08:30 น. -11:30 น.
อ.กฤตธ์คฤณน์ ตุ๊หมาด
การศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนาดา
การศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนาดา
แคนาดาเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูง โดยให้ความสำคัญต่อการศึกษามาก และมีสถานศึกษาชั้นหนึ่ง แคนาดาใช้จ่ายเงินต่อคนในด้านการศึกษามากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G - 7 และเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นสมาชิกขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา ( โออีซีดี ) ปริญญาจากมหาวิทยาลัยในแคนาดาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล และนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยของแคนาดา มักจะประสบความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน
ระบบการศึกษาแคนาดา
ระบบการศึกษาของแคนาดาประกอบด้วยสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมหาวิทยาลัย ภายใต้รัฐธรรมนูญของแคนาดา การศึกษาถือว่าเป็นความรับผิดชอบของมณฑล เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาของแต่ละมณฑล จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม การศึกษาของประเทศแคนาดา จัดว่ามีมาตรฐานการศึกษาที่สูง
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ระดับอนุบาล
เด็กชาวแคนาดาเริ่มเข้าเรียนในระดับอนุบาลเมื่อมีอายุ 4 หรือ 5 ขวบ โดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1-2 ปี
ระดับประถมศึกษา
เด็กทุกคนจะเริ่มเรียนเกรดหนึ่งเมื่อมีอายุประมาณ 6 ขวบ ซึ่งจะจบการศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษาที่เกรด 6 ,7 หรือ 8 ขึ้นอยู่กับแต่ละหลักสูตรของแต่ละมณฑล
ระดับมัธยมศึกษา
ในระดับมัธยมศึกษานั้นจะมีถึงเกรด 12 ยกเว้นในรัฐควิเบค และรัฐออนตาริโอ ซึ่งอาจจะมีถึงเกรด 13 แต่สำหรับนักเรียน ซึ่งเรียนจบในระดับชั้นเกรด 13 เมื่อเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีก็จะใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปีเท่านั้น สำหรับหลักสูตรของรัฐอื่นๆ จะใช้เวลาในการเรียนระดับปริญญาตรี 4 ปี
นอกจากนี้ในรัฐควิเบค ยังมีระบบการศึกษาอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ซีเจ็ป(Cegep) ซึ่งเป็นชื่อย่อของวิทยาลัยเพื่อการศึกษาทั่วไป และวิชาชีพ เป็นรูปแบบการศึกษาซึ่งอยู่ระหว่างระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระดับนี้จะรับผู้เรียนจบม. 5 (เกรด 12) เพื่อเข้าเรียนวิชาชีพเป็นเวลา 2 ปี โดยใช้ผลสอบสมัครเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย
วิทยาลัย (University College)
หลักสูตรการเรียนการสอนจะใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัย แต่จะเน้นด้านภาคปฏิบัติ ใช้เวลาเรียนประมาณ 1 - 3 ปี โดยมีจุดประสงค์ที่จะผลิตนักศึกษาเพื่อออกสู่ตลาดแรงงาน ให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเทียบเท่าอนุปริญญา ซึ่งนักศึกษาสามารถใช้โอนเข้าศึกษาต่อยังระดับมหาวิทยาลัยได้
วิทยาลัยอาชีวะ (Community College)
เปิดสอนหลักสูตรทางด้านวิชาชีพและทางด้านเทคนิค โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 2- 3 ปี ครอบคลุมทักษะวิชาชีพที่สำคัญๆ เช่น ก่อสร้าง, การพาณิชย์, อุตสาหกรรมและการบริการ เป็นต้น
วิทยาลัยฝึกอาชีพ (Career College)
เป็นวิทยาลัยเอกชนซึ่งเปิดหลักสูตรอบรมวิชาชีพในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น เลขานุการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
การศึกษาภาคปฏิบัติ (Co - op Education)
การศึกษาภาคปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา โดยทางสถาบันการศึกษาดำเนินการร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง โดยมีระยะเวลาในการฝึกงานประมาณ 2 ภาคการศึกษาก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา
การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
ประวัติการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลจัดขึ้นตามความเชื่อที่ว่าการให้
การศึกษาแก่ เด็กในวัยนี้จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากการหล่อ
หลอมกล่อมเกลาเด็กท าได้ง่าย กว่าและประสบผลส าเร็จมากกว่า ด้วยความ
เชื่อดังกล่าวรัฐบาลได้จัดการศึกษาภาคบังคับ ให้ฟรีแก่เด็กอายุ 5 ขวบ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 โดยรัฐสภาออกกฎหมายการศึกษาภาค บังคับว่าเด็กวัย
5 ขวบ ทุกคนต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลเพื่อจะได้เรียนภาษาฮิปรู และเรียนรู้
วัฒนธรรมประจาชาติ
ในปี ค.ศ. 1976 และ 1977 รัฐได้ใช้จ่ายเงินถึง ร้อยละ 8.33
ของงบประมาณ การศึกษาทั้งหมดไปทางด้านการศึกษาปฐมวัย โดย
เด็กที่อายุถึง 5 ขวบ จะได้รับการศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยซึ่ง
เป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า และเด็กเกือบร้อยละ 100 จะเข้า
เรียนในโรงเรียนอนุบาล (คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. 2534 : 26 อ้าง
จาก สานักงานสถิติกลางแห่งอิสราเอล,1890) ส าหรับเด็กอายุต่ากว่า 5
ขวบ รัฐบาลจะให้เงิน อุดหนุนค่าเล่าเรียนโดยพิจารณาตามความจา
เป็นของครอบครัวเป็นราย ๆไป
ค.ศ. 1978 อิสราเอลมีโรงเรียนอนุบาล 5,400 แห่ง และมีเด็กเข้าเรียนใน
โรงเรียนอนุบาลเป็นจ านวนมาก กล่าวคือ เด็กในกลุ่มอายุ 5 ปี เข้าเรียนในโรงเรียน
อนุบาล ร้อยละ 100 เด็กในกลุ่มอายุ4 ปีและ 3 ปี เข้าเรียนร้อยละ 97 และ 87 ตามล าดับ
ในปี ค.ศ. 1979 –1980 รัฐบาลได้จัดทุนอุดหนุนส าหรับการจัดการศึกษาของ
เด็ก ปฐมวัยจานวนกว่า 5,000 ห้องเรียน ซึ่งรับเลี้ยงดูเด็กระหว่าง 3 –6 ขวบ เป็นจ านวน
ถึง 264,000 คน
ค.ศ.1989 กระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม พยายามให้มีการสอนอ่านเขียนใน
โรงเรียนอนุบาลซึ่งขัดกับปรัชญาดั้งเดิมของการให้การศึกษา จึงได้มีการหาวิธีการสอน
ภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language) มาใช้ โดยเน้นการจัดสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วย
ภาษาเขียนและเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดและเขียน นอกจากนี้ยังพาเด็กไปทัศนศึกษานอก
สถานที่ ได้เรียนรู้ศิลปะดนตรี ละคร และคอมพิวเตอร์ และในปี ค.ศ. 1990 กระทรวง
ศึกษา และวัฒนธรรมได้เพิ่มการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกระดับการศึกษา
ในระดับ การศึกษาปฐมวัยจัดเป็นโปรแกรมให้เด็กได้หัดสังเกตสิ่งรอบตัว โดยผนวก
เข้ากับกิจกรรม การเล่นบทบาทสมมุติ กิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆหรือ การเล่านิทาน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น